บทที่ 3 เหตุการณ์ที่ไม่น่าจำ

“กูบอกมึงแล้วว่าให้รีบจัดการ สุดท้ายก็ไม่พ้นมือกูเหมือนเดิม”

เสียงบ่นของ คามินทร์ ลากยาวตั้งแต่เข้ามาถึง ทำเอา นาวินทร์ น้องชายฝาแฝดเบื่อจนอยากจะเอาแก้วเหล้าขึ้นทุบหัวให้มันหยุดพูดเสียที

“มึงอายุเท่าไรแล้วไอ้มินทร์ บ่นเป็นย่าไปได้”

การลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยง แต่ด้วยความประมาท ทำให้เขาเอาความเสี่ยงไปวางไว้ในมือผิดคน ผลคือโดนญาติกันหักหลังจนธุรกิจเสียหาย สุดท้ายต้องได้ให้พี่ชายเข้ามาจัดการเรื่องอินุงตุงนังนี้แทน

แต่เรื่องนี้นาวินทร์ไม่ได้เครียดมากนัก เขามองว่าแค่เสียเงินไปไม่เท่าไรก็ได้เห็นธาตุแท้คน นี่คือสิ่งที่คุ้มค่าที่สุด แต่คามินทร์กลับไม่เห็นด้วย

“กูก็ไม่ได้อยากบ่น แค่ไม่ชอบที่มึงไว้ใจคนง่ายเกินไป มึงรู้ไหมว่ามันเอาเรื่องที่มึงเรียนไม่จบไปเล่าสนุกปาก กูรู้ว่ามึงไม่แคร์ แต่ทำไมต้องยอมวะ”

คามินทร์ว่าพลางยกเหล้าขึ้นมาจิบด้วยความหงุดหงิด ก่อนหน้านี้ทั้งคู่ไปงานเลี้ยงเปิดตึกใหม่ของโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งผู้อำนวยการเป็นผู้มีพระคุณของครอบครัวเขาเลยจำต้องไป

แต่การไปร่วมงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยบุคลากรในวงการแพทย์ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอคำพูดดูถูก เพราะน้องชายของเขาดันเลือกลาออกกลางคันทั้งที่เรียนแพทย์เฉพาะทางไม่จบ แล้ววางมือจากการรักษาทุกอย่างโดยไม่มีเหตุผล และหันมานั่งตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลในเครือของที่บ้านแทน

เพราะอย่างนั้นเลยมีหลายคนเรียกนาวินทร์ว่า ไอ้หมอกะหลั่ว[1] จนเขาตัดรำคาญด้วยการไม่ออกไปพบปะผู้คนอยู่นาน แต่สุดท้ายแล้วก็พบว่าปัญหามันมาหาถึงที่ได้อยู่ดี

“ถ้ามึงรำคาญนักก็จัดการในแบบของมึงซะสิ” นาวินทร์ว่าติดตลก

วิธีในแบบของคามินทร์ คือไม่คุยด้วยหมัดก็คุยด้วยปืน เป็นวิธีที่คุณย่าไม่ชอบมากที่สุด

“มึงอยากให้ย่าเอาเราไปเทียบกับไอ้คินทร์อีกใช่ไหมวะ น่ารำคาญกว่าเดิมอีก”

พูดถึงภาคินทร์ พี่ชายฝาแฝดคนโตแล้วคามินทร์ก็เบะปากด้วยความหมั่นไส้ สองคนนี้ไม่ถูกกันมาตั้งแต่สมัยเป็นทารกทั้งที่แชร์ท้องแม่เดียวกันมาตั้งแต่แรกเกิด

ด้วยความที่ภาคินทร์นั้นเป็นพี่คนโต ตั้งแต่ในท้องก็ได้รับสารอาหารมากกว่าชาวบ้าน เลยสมองดีเรียนก็เก่ง ทำอะไรก็เป็นเลิศไปหมด เทียบกับคามินทร์ที่เป็นน้องชายซึ่งอายุห่างกันสักสิบนาทีได้ เรียกว่าฟ้ากับเหวยังน้อยไป

เรียนไม่ดี กีฬาไม่ได้ ทำตัวมีปัญหาจนถูกเรียกผู้ปกครองไม่เว้นแต่ละวัน ย่านี่สุดจะทนกับคนอย่างเขาจนต้องส่งไปเรียนไกลถึงอเมริกาเพื่อตัดปัญหา ผลก็คือ ไปสร้างวีรกรรมไว้ที่นู่นจนออกข่าวทางทีวีใหญ่โต

‘หลานชายคนรองตระกูลคัลเลน จัดปาร์ตี้มัวเซ็กซ์มั่วยา ตำรวจรวบคาบ้านเช่าหรู’

ตอนนั้นคุณย่าโกรธมากจนเรียกตัวคามินทร์กลับจากอเมริกาแทบไม่ทัน ถึงสุดท้ายจะสืบสวนจนรู้ว่าโดนสำนักข่าวเขียนข่าวปลอมโจมตี แต่หลายคนก็เชื่อจนสาปตระกูลคัลเลนไปหลายเดือน

“พอพูดถึงเรื่องไอ้คินทร์กูก็นึกถึงเรื่องนั้น ย่าพูดเรื่องจับมึงแต่งงานอีกแล้วใช่มั้ย ยินดีด้วยนะไอ้สอง”

คามินทร์พูดพร้อมตบบ่าน้องชายเบาๆ พอได้ยินเรื่องแต่งงาน สีหน้าของนาวินทร์ก็หม่นหมองลงทันที

“ปากไม่ดีก็เก็บไว้กินข้าวเหอะว่ะ”

ว่าแล้วก็ยกเหล้าขึ้นจิบอีกหลายอึกเพื่อคลายเครียด ทันใดนั้นประตูห้องก็ได้เปิดออกบทสนทนาจึงหยุดลงชั่วคราว

คนที่เข้ามาคือน้ำหวาน ผู้จัดการของคลับที่ทั้งสองคนคุ้นหน้าเป็นอย่างดี

“สวัสดีค่ะคุณคามินทร์ คุณนาวินทร์” หญิงสาวทักทายพร้อมรอยยิ้มหวาน คล้อยหลังเธอก็มีหญิงสาวอีกคนเดินตามเข้ามาด้วย

ในทีแรกนาวินทร์ไม่ได้สนใจเธอมากนัก คิดว่าเป็นเด็กบริการทั่วไปที่ทางคลับจัดมาให้ ทว่าเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย เขาถึงกับชะงักค้าง มองภาพตรงหน้าอย่างตะลึงงัน

ใบหน้าจิ้มลิ้ม ดวงตากลมโตแก้มป่องเหมือนตุ๊กตา เรือนผมสีน้ำตาลเข้มเป็นลอนเล็กน้อยมัดรวบทรงหางม้าเผยคอระหง ริมฝีปากกระจับทาสีชมพูอ่อนเคลือบกลอสเงาวับ

“น้องดา นี่คุณคามินทร์ แล้วก็นี่คุณนาวินทร์” น้ำหวานแนะนำเขาทั้งสองคนให้เธอรู้จัก เพื่อให้เธอแยกออกว่าคนไหนคือใคร

“สวัสดีค่ะ” หญิงสาวก้มหัวทักทายด้วยความนอบน้อม

“หนูไปนั่งตรงนั้นสิคะ” ว่าแล้วน้ำหวานก็ผลักน้องเข้ามานั่งระหว่างทั้งสองคน ขณะที่นาวินทร์กำลังอึ้ง คามินทร์กลับส่งสายตาเจ้าเล่ห์ให้หญิงสาว และทำท่าจะดึงเธอเข้าไปนั่งชิดตัวเอง

“มานั่งนี่สิครับคนสวย”

ทว่านาวินทร์ไวกว่า เขาอาศัยจังหวะที่ดานิกายังนั่งไม่ติดโซฟาคว้าเอวเธอเข้ามานั่งบนตักตัวเอง

ดานิกาถึงกับตกใจจนตาเบิกโพลง ใบหน้าหวานใต้เครื่องสำอางขึ้นสีแดงก่ำ เธอตัวแข็งทื่อพลางมองไปที่น้ำหวานอย่างขอความช่วยเหลือ

ทว่าอีกฝ่ายกลับทำเป็นไม่เห็นสายตาของเธอ แล้วยังขอตัวออกไปจากห้อง ทิ้งเธอไว้ตรงนั้น บนตักของลูกค้ามือไวใจเร็วคนนี้เสียอย่างนั้น

แย่แล้ว...ต้องทำยังไงดี

หญิงสาวนั่งเกร็งด้วยความประหม่า เธอหันไปหาคนที่กอดเอวเธอไว้อยู่เพื่อจะบอกให้เขาปล่อยเธอลงก่อน ทว่าพอเห็นหน้าเขา เธอกลับตัวแข็งทื่อจนพูดอะไรไม่ออก

เขาคือ...ผอ. โรงพยาบาลคนนั้น

ย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อน

แม่ของดานิกาป่วยหนัก รักษาด้วยสิทธิ์ 30 บาทที่โรงพยาบาลรัฐอยู่นานหลายปี แต่ด้วยคิวการรักษาที่ยาวนานทำให้เธอไม่มีทางเลือก ต้องจำใจกัดฟันพาแม่เข้ารักษาที่โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังในเครือเดียวกับมหาวิทยาลัยที่เธอเรียนอยู่

โรงพยาบาล KL

เธอรู้จักที่นี่จากโบรชัวร์ที่มีคนเอามาร่อนไว้ที่หน้าบ้าน คำว่า รักษามะเร็งด้วยเทคโนโลยีใหม่ รวดเร็ว โอกาสหายถึง 70% แล้วยังลดความเจ็บปวดระหว่างการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เธอไม่คิดนานเลย

แต่ว่า...มันก็แลกมาด้วยค่ารักษาที่สูงจนน่าตกใจ

เธอวิ่งเข้าวิ่งออกโรงพยาบาลแทบทุกวัน และในวันนั้นเอง ดันเผลอเดินชนเข้ากับผู้ชายคนหนึ่งที่ทางแยก

โครม!!

เธอล้มก้นจ้ำเบ้า ทุกอย่างในกระเป๋ากระจัดกระจาย ส่วนคนที่เธอวิ่งชนแค่เซเล็กน้อย แต่ในมือเขามีกาแฟแก้วหนึ่ง ทำให้มันหกรดเสื้อเขาเต็มๆ

“ขอโทษค่ะ!” ด้วยความตกใจดานิการีบขอโทษเขา จังหวะที่เธอก้มลงสายตาดันไปสะดุดเข้ากับป้ายชื่อ

นายแพทย์นาวินทร์ คัลเลน

เธอรู้จักชื่อนี้มาก่อน เขาคือผู้อำนวยการโรงพยาบาล มีชื่อแปะอยู่แทบทุกที่

ความรู้สึกเย็นวาบทั่วสันหลังทำให้เธอไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองเขา ขณะที่ตัวเองค้างค่ารักษาอยู่หลักล้าน ดันมาพลาดชนเข้ากับผู้อำนวยการ แล้วยังทำเสื้อเขาเปื้อนอีก

แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะไม่โกรธ แล้วยังยิ้มให้เธออย่างใจดี

“คุณเป็นอะไรไหม?”

น้ำเสียงอ่อนโยนที่ตอบกลับมาทำให้เธอกล้าจะยืดตัวเต็มความสูงเพื่อมองหน้าเขา ทันใดนั้นโลกของเธอก็เหมือนหยุดหมุนอีกครั้ง

หล่อมาก นี่คือคำแรกที่แวบเข้ามาในหัว

ใบหน้าของเขาผสมระหว่างไทย-จีน-อิตาลี ตามเชื้อสายของเขาที่เธอเคยได้ยินมา ผิวขาวเนียนละเอียด ดวงตาเรียวยาว คิ้วเข้ม จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางยกเล็กน้อย สายตาคู่นั้นดูอบอุ่นจนหัวใจหญิงสาวเผลอสั่นไหวไปวูบหนึ่ง

แต่พอรู้ตัวว่ามองเขาจนเสียมารยาท เธอก็รีบขอโทษอีกครั้ง

“ขอโทษค่ะ”

“ของเธอตกหมดแล้ว ผมช่วยนะ” ว่าแล้วเขาก็ก้มลงเก็บของให้เธอ แต่ทันใดนั้นสายตาของดานิกาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่กระเด็นออกมาจากกระเป๋า อยู่ที่ปลายเท้าเขาพอดิบพอดี

มันคือกางเกงชั้นในตัวใหม่ที่เพิ่งซื้อและยังไม่ได้ใส่ เธอตั้งใจพกไว้สำรองในวันมามากพร้อมกับผ้าอนามัย ซึ่งมึนอยู่ในนั้นมาหลายเดือนแล้ว

และตอนนี้เขากำลังจะก้มลงไปหยิบมัน

“ไม่!!”

เธอพุ่งไปคว้ามันมาด้วยความตกใจ แต่ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่เขากำลังก้มลงไปเช่นกัน มือเธอถึงกางเกงในตัวนั้นก่อน แต่หัวก็ชนกันเข้าอย่างจัง

โป๊ก!!

“โอ๊ย!!”

ดานิกาเสียหลักก้นจ้ำเบ้าอีกรอบ เธอยกมือขึ้นลูบหัวป้อยๆ ด้วยความเจ็บปวด ไม่ทันรู้ตัวว่าในมือว่างเปล่า

แปะ

ทันใดนั้นทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบทันที

ท่ามกลางสายตาของเจ้าหน้าที่หลายคนในโรงพยาบาล รวมทั้งญาติผู้ป่วยอีกนับสิบชีวิตตรงนั้น สายตาทุกคู่กำลังมองมาที่ทั้งสองคน

หญิงสาวในชุดนักศึกษานั่งกุมหัวตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ ในขณะที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่เสื้อเลอะกาแฟไปครึ่งหนึ่งกำลังนั่งยองๆ มือยื่นไปข้างหน้านิ่งค้างอยู่อย่างนั้น

บนหัวของเขา มีกางเกงชั้นในลูกไม้สีขาวแปะอยู่

กลับมาที่ปัจจุบัน

ภาพความทรงจำเมื่อหลายเดือนก่อนทำให้ดานิกาอายจนอยากเอาหน้ามุดดินหนี ผู้ชายคนนั้นที่กางเกงชั้นในเธอแปะหัวเขาอยู่หลายวินาทีกำลังโอบเธอที่นั่งอยู่บนตักเขา ก่อนจะทักทายด้วยประโยคที่ทำให้เธออยากกัดลิ้นตาย

“วันนี้ไม่มีอะไรมาแปะหัวผมใช่ไหม”

ปรี๊ดดดดดดดดด

ใครก็ได้...เอาหนูออกไปจากตรงนี้ที

[1] กะหลั่ว ทำตัวไร้สาระ ไม่เข้าตา กระจอกงอกง่อย บ้างก็ใช้แทนคำว่า เลว เป็นคำแสลง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป